รับทำเว็บ สมุทรปราการ


เปิดตำนาน เพชรพิณทอง

  • 1 ตอบ
  • 15243 อ่าน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

เปิดตำนาน เพชรพิณทอง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2009, 10:25:12 AM »
วงดนตรีเพชรพิณทอง ของ นพดล ดวงพร

       ณรงค์ พงษ์ภาพ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ นพดล ดวงพร เป็นหัวหน้าวงดนตรีเพชรพิณทอง ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2514 นพดล ดวงพร เป็นลูกศิษย์และเคยร่วมงานในวงดนตรีของครูมงคล อมาตยกุล (วงดนตรีจุฬารัตน์) อยู่หลายปีได้รับประสบการณ์มากมาย ด้วยความที่อยากสร้างเอกลักษณ์ของตนเองและคนอีสานจึงได้แยกตัวออกมาตั้งวงเพชรพิณทอง โดยนำเอาเครื่องดนตรีพื้นบ้านคือ พิณ มาร่วมบรรเลงกับเครื่องดนตรีสากล จึงได้ชื่อคณะว่า เพชรพิณทอง ซึ่งหมอพิณคู่ใจที่สร้างตำนานมาด้วยกันคือ ทองใส ทับถนน นอกจากนั้น จุดเด่นของวงเพชรพิณทองอยู่ที่ ทีมพิธีกร ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นอีสานเป็นหลักในการนำเสนอเนื้อหา รีวิวประกอบเพลง เป็นทีมตลกที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ประกอบด้วย นพดล ดวงพร ลุงแนบ หนิงหน่อง ใหญ่ หน้ายาน และแท็กซี่ เป็นต้น  การแสดงของเพชรพิณทอง เต็มไปด้วยศิลปะ ที่ละเอียดอ่อน ซื่งประกอบด้วย 1. เวทีการแสดง ง่ายๆ แต่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง 2. นักดนตรี และ หางเครื่อง ก็มีเอกลักษณ์ของเพชรพิณทอง  3. ลีลาตัวแสดงทุกตัว มีเอกลักษณ์ของตนเอง ทุกคน  4. การประสมประสานกัน หรือ จังหวะในการแสดง   เก็บรายละเอียดได้ดี  ดนตรี สอดประสานได้ไพเราะ โดยเฉพาะ เสียงพิณ เสียงแคน เสียงแซ็ก กลอง ฯ




  นอกเหนือจากการร้องเพลงและหางเครื่องอันตระการตาจำนวนมากแล้ว วงเพชรพิณทองยังสามารถออกเทปตลกชุดต่างๆ หลายชุดที่โด่งดังจำหน่ายเช่น หนิงหน่องย่านเมีย บวชลุงแนบ สามใบเถา เป็นต้น เกียรติคุณที่ได้รับได้แก่ การมีโอกาสแสดงหน้าพระที่นั่งที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2514 และได้รับยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2532    ด้านการแสดงภาพยนตร์รางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี 2545 ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11  และจากงานประกวดภาพยนต์ของชมรมนักวิจารณ์บันเทิง จากภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน        




นพดล ดวงพร และ เพชรพิณทอง
นักรบวัฒนธรรมแห่งที่ราบสูง
     นพดล ดวงพร ถือว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานและมีคุณูปการให้กับวงการเพลงของประเทศ เป็นเกียรติเป็นศรีของภาคอีสาน และเป็นความภูมิใจของชาวเมืองอุบล

     นพดล ดวงพร เป็นนักสู้ชีวิต และเป็นนักสู้ผู้ยืนหยัดในความเชื่อของตน เขาสร้าง “วงดนตรีพูดอีสาน” เพชรพิณทอง จนเป็นที่ยอมรับแก่ผู้คน สร้างศิลปินนักร้อง นักแสดงอย่างมากมาย ก่อให้เกิดรายได้ เกิดการสร้างงาน ตลอดจนมีการเผยแพร่และนำเอาศิลปะการแสดงแบบอีสานอย่างกว้างขวางและยาวนาน ตลอดจนการรับใช้สังคมโดยร่วมมือกับส่วนราชการอย่างต่อเนื่อง

     นพดลเป็นนักรบผู้กล้าแกร่ง และยืนหยัดต่อสู้ยาวนาน วงดนตรีเพชรพิณทองเป็นวงดนตรีวงเดียวที่มีอายุมากที่สุด สามารถยืนระยะและเก็บรับความนิยมจากแฟนๆ ได้ยาวนาน ขณะที่วงดนตรีวงอื่นๆ ทั้งที่ตั้งก่อน ตั้งพร้อมกันและตั้งหลังวงเพชรพิณทองต่างล้มหายตายจากวงแล้ววงเล่า    เพชรพิณทองได้มีส่วนปลูกฝังให้กับแฟนๆ ได้เปิดใจอ้าแขนรับวงดนตรีแนวอีสาน ด้วยการสร้างผลงานในระดับมาตรฐาน รับประกันด้านความสนุกสนาน ที่สำคัญ เพชรพิณทองได้ปลูกความรักในใจผู้คนให้รักในภาษาและลีลาอีสาน

     ภาษาและลีลาอีสานที่เพชรพิณทองได้นำเสนอเป็นการอนุรักษ์ภาษา อนุรักษ์เชิดชูลวดลายและแนวการแสดงแบบอีสาน มีทั้งนำเอาระเบียบวิธีการแสดงแบบเก่าผสมผสานความความเป็นไปของผู้คนในภาคอีสานได้อย่างกลมกลืน ทำให้ผู้คนได้เกิดความรักอย่างสนิทใจ ไม่ฝืนความรู้สึก แต่กลมกลืนกลมกล่อมน่ารักน่าศรัทธา

        เพชรพิณทองถือว่าเป็นตำนาน ความประทับใจในการแสดงของเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ยังจะตราตรึงในใจของชาวอีสานไปอีกนาน และคงอีกนานเช่นกันที่จะเกิดปรากฏการณ์อย่างที่ เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพรได้สร้างไว้

    เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพร คือนักรบทางวัฒนธรรมของภาค ที่เกิดขึ้นจากมันสมองและการสั่งสมประสบการณ์ของนพดล ดวงพร เป็นการมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวด้วยตัวของตัวเอง  เป็นความแน่วแน่ในอันจะจรรโลงและอนุรักษ์สิ่งดีงาม พร้อมๆ กับการผสมผสานของใหม่เข้าด้วยกัน

“      แม่นแล้ว” “เบิ่งกันแหน่เด้ออาว” “น้อยทิง” “นางเอย” “เด้อนางเดอ เด๊อเด๊อนางเดอ ตึ้งๆ” อีกหลากหลายคำ อีกเป็นร้อยเป็นพันคำและวลีที่ติดหู ติดปากผู้คน ที่เพชรพิณทองไปหยิบจับจากท้องถิ่นที่อีสานเป็นและอยู่มาใช้ทำการแสดง ทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของคำและวลีที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือการละเล่นแสดงในภาคกลับมาอยู่ในความนิยม ทำให้เห็นความลึกและมิติของภาษา และนี่คือ อานุภาพของภาษา อานุภาพของวัฒนธรรม ความสำคัญอยู่ที่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวพันคนเข้าด้วยกันด้วยภาษา เป็นทั้งเครื่องผูกพันและเป็นรหัสให้ผู้คนได้ใช้ในการปฏิสัมพันธ์กัน

     อาวุธสำคัญของวงดนตรีและของบุคคลผู้นี้คือการใช้ภาษาอีสาน ขณะที่สังคมอีสานกำลังเกิดความสับสนในอัตลักษณ์ของตัวเอง ท่ามกลางการดูถูกชาติพันธุ์ของสังคมไทยที่มีต่อคนลาว ต่อชาวอีสาน ซึ่งปรากฏการณ์อย่างนี้ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมบนแผ่นดินอีสานตามมา คือ ได้เพาะเชื้อความรังเกียจกำพืดของตัวเอง ดูถูกตัวเอง เกลียดความเป็นลาวในสายเลือดตัว และพยายามหนีสุดชีวิตเพื่อให้พ้นไปจากความเป็นลาว เป็นคนอีสาน ด้วยการสร้างปมเขื่องให้กับตนเองด้วยการ “ไม่พูดภาษาอีสาน หรือภาษาลาว”

… เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพร ก็โผล่ออกจากเงามืด และออกมายืนท้าทาย ต่อสู้ฟาดฟัน และที่สุด นพดลและเพชรพิณทองก็ประสบชัยชนะ นำพาผู้คนในภาคและคนเชื้อสายลาวในจังหวัดอื่น แม้กระทั่ง คนลาวในต่างแดนและคนลาวในประเทศ สปป. ลาวเองก็ยังได้รับอานิสงส์และเก็บรับความภาคภูมิใจพร้อมกัน

     คงไม่เกินเลยนัก หากจะกล่าวว่า คนที่ใช้ภาษาลาวหากได้ฟังเพชรพิณทองเป็นต้องยิ้ม หัวเราะ ขบขัน และหลังจากนั้นก็จะเกิดความรักในภาษา รักในสิ่งที่บรรพบุรุษได้สรรค์สร้างไว้ หลายคนบอกกับตัวเอง      … ถ้าไม่รู้ภาษาลาว ถ้าไม่เป็นคนลาว คงขาดทุนแย่ เพราะความงามในคำ ในนัยที่แฝงในลีลาและคำพูดมันวิจิตรและงดงามยิ่งนัก… แล้วทุกคนก็มอบความรักให้กับเพชรพิณทองอย่างเต็มหัวใจ

      เขาและชาวคณะได้ใช้ภาษาของพ่อแม่อย่างมีประสิทธิภาพ แง่มุมและมุกตลกของเพชรพิณทอง มาจากความงดงามของภาษาอีสาน ภาษาลาว มาจากวิถีชีวิตของชาวอีสาน มาจากคำหยอกล้อ มีจากภาษิต ผญา โตงโต่ย และภาษาถ้อยคำของคนสมัยใหม่ รวมทั้งได้สะท้อนวิถีความเป็นไปในภาคอีสาน ที่สำคัญไปกว่านั้น เพชรพิณทองได้สอดแทรกศิลปะ วัฒนธรรมของอีสานอย่างหลากหลายและถ่ายทอดอย่างมีศิลปะ ทำให้ศิลปะและคุณค่าที่ดีเลิศอยู่แล้ว กลับผุดผาดส่องใสยิ่งขึ้น เมื่อมีการประยุกต์และนำมานำเสนอและจัดแสดงได้อย่างลงตัว
    เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพร ได้ก่อกระแสความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นในใจคนอีสาน ทำให้คนอีสานได้ประจักษ์ว่า ภาษาอีสานหรือภาษาลาวนั้นมีความงาม มีมิติล้ำลึก การเสียเวลากว่า ๓ ชั่วโมงในการนั่งชมการแสดง เป็นความคุ้มค่าอย่างที่สุด เสียงปล่อยหัวเราะ เสียงโห่ฮาเพื่อบำบัดระบายอารมณ์ความสนุกจุกแน่นที่เพชรพิณทองก่อให้เกิดมีขึ้นตลอดเวลาในการแสดง เมื่อการแสดงจบลง ทุกคนเดินออกจากวงผ้าล้อมวิกหรือโรงภาพยนตร์ ทุกใบหน้ายังคงประด้วยรอยยิ้มและไมตรี หันมองคนรอบข้างและยิ้มให้กันอย่างมีความสุข มีหวัง แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน … แต่ที่สามารถยิ้มหัวให้กันได้ก็เพราะทุกคนก็รู้ว่า คนที่เข้าชมเพชรพิณทอง คือ คนอีสาน คนบ้านเดียวกัน เป็นคนที่ฟังภาษาเพชรพิณทองแล้วขบขันจนตัวโก่งเหมือนกัน

          เทปคาสเส็ต ม้วนวิดีโอ แผ่นวีซีดี หรือโสตทัศนูปกรณ์อื่นๆ และแม้แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากการแสดงของเพชรพิณทอง และนพดล ดวงพร ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมผู้ฟังยังคงประทับบทบาท ผลงานและคุณความดีที่เพชรพิณทองและนพดล ดวงพรได้สรรค์สร้างไว้ตลอดไป

         คนอีสานไม่มีวันลืม… นพดล ดวงพร เราจะจดจำ… เพชรพิณทอง และชาวคณะ


         เรายังไม่ลืมรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของคนข้างๆ ที่เอาแต่แหกปากหัวเราะเหมือนคนบ้า แม้เราจะไม่รู้จักชื่อ แต่เสียงหัวเราะของเขายังก้องอยู่ตลอดไป.

                                                                                              เรียบเรียงโดย แวง พลังวรรณ / แวววัน


Re: เปิดตำนาน เพชรพิณทอง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2009, 06:07:54 AM »
เปิดตำนานเพชรพิณทอง


http://pechpintong.siam2web.com/




เพชรพิณทอง : ตำนานแห่งตลกอีสาน                       

             วงดนตรีลูกทุ่งเพชรพิณทองนั้น เป็นวงดนตรีลูกทุ่ง “พูดอีสาน” วงแรกของประเทศไทย ทั่วถิ่นภาคอีสานไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อวงดนตรีที่อยู่ยาวนานถึง 31 ปี วงนี้ “นพดล ดวงพร” ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2514 (เนตรนภา แก้วแสงธรรม,  2545:  13) หลังจากที่ลาออกจากวงดนตรีคณะจุฬารัตน์ของครูมงคล  อมาตยกุล (มะลิ สำโรง,  2543:  3) วงเพชรพิณทองมีสำนักงานอยู่ที่ นิคมสายกลาง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี                     

             ในปี  พ.ศ. 2519 “ลุงแนบ” หรือ ณรงค์ โกษาผล ได้เข้ามาร่วมงานกับนพดล ทำให้นพดลกับลุงแนบกลายเป็นคู่หูร่วมกันสร้างชื่อเสียงให้วงเพชรพิณทองโด่งดังทั่วภาคอีสานในช่วงปี พ.ศ. 2527-2528 ถือว่าเป็นยุคทองของวงเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเปิดการแสดงที่ไหน ก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน คิวการแสดงยาวเหยียด เรียกว่า ตลอดเดือนหนึ่งแทบไม่มีวันพัก บางปีเจ้าภาพต้องจองล่วงหน้าข้ามปี แต่ปัจจุบันนี้ วงเพชรพิณทองมีงานแสดงไม่ครบเดือนเหมือนเก่า   มีผู้ชมจำนวนไม่มากนักในแต่ละคืนที่เปิดทำการแสดง แต่พวกเขาก็ยังหยัดยืนสืบสานการแสดงหน้าเวทีด้วยคอนเซ็ปท์เดิมคือ “ดูสนุก ฮาสนั่น ชุดเต้นสยิว” เพื่อรับใช้ชาวอีสานทั่วไทยไปอีกนานแสนนาน (คมชัดลึก,  2545:  7)                     

              เพชรพิณทองเป็นวงดนตรีที่ตั้งมายาวนานที่สุดในประเทศไทย  (เนตรนภา แก้วแสงธรรม,  2545:  13)    และเป็นวงดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน ซึ่งประกอบด้วยพิณและแคน มีรูปแบบการแสดงด้วยการร้องเพลงลูกทุ่ง   มีหางเครื่องเต้นประกอบจังหวะและแสดงตลกสลับฉาก  การแสดงตลกได้รับความนิยมจากผู้ชมมาก จนกลายเป็นจุดเด่นของคณะมากกว่าการร้องเพลง จุดขายของวงนี้คือ “การขายหัวเราะราคาถูก หัวเราะทุก 4 นาที” โดยช่วงแรกมี  นพดลกับลุงแนบ เป็นตัวชูโรง ต่อมามี  หนิงหน่อง แท็กซี่  จ่อย จุกจิก และใหญ่ หน้ายาน มาเสริมทีมตลก ทำให้เพชรพิณทองได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว การแสดงจะเน้นบรรยากาศของภาคอีสาน  สะท้อนสภาพสังคมและวัฒนธรรมอีสานได้อย่างชัดเจน   ในปัจจุบันเพชรพิณทองยังเหลือไว้แค่ตำนานให้คนได้จดจำ ว่าครั้งหนึ่งเคยโด่งคังทั่วฟ้าเมืองไทย

 




...