รับทำเว็บ สมุทรปราการ


ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)

  • 18 ตอบ
  • 16880 อ่าน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

บทความจาก..หนังสือ"หอมดินอีสาน"

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก อันเกิดจากการครอบงำของชาติตะวันตก บรรดาศิลปวัฒนธรรมของผู้รุกรานปกคลุมไปทั่วพิภพ คนค่อนโลกสยบยอมและนิยมชมชอบในศิลป์ของผู้ครอบงำอย่างโงหัวไม่ขึ้น สำหรับผู้แข็งขืน ต้องพยายามอย่างสุดฤทธิ์ เพราะการจะรักษาอัตลักษณ์แห่งชนชาติ-ชนเชื้อของตน ต้องถูกโดดเดี่ยวไร้คนเหลียวแล

ไม่เคยมียุคใด สมัยใด ที่หมอลำ อันเป็นศิลปะที่ได้ชื่อว่าเป็นสมบัติประจำชนเชื้อลาว จะถูกท้าทายอย่างรุนแรงอย่างยุคนี้ หมอลำได้แสดงปฏิริยาตอบโต้ต่อการไหลบ่า ด้วยการ “คนเล” เอารูปแบบของสิ่งแปลกปลอมจากต่างแดนให้ปนเปกับรูปแบบของเดิมมาเป็นระยะ จนถึงระยะล่าสุด “ลำซิ่ง” อันเป็นรูปแบบการลำไร้ศิลป์สุดๆ และเป็นการตามใจคนที่ถูกครอบงำจากสื่อต่างชาติอย่างที่สุด หากจะเรียกว่า “เอาใจขี้เมา” มากกว่าจะห่วงใยสมบัติของบรรพบุรุษ ก็คงไม่เกินเลยนัก

แล้วลำซิ่งก็ระบาด และหมอลำหมู่ทุกคณะ หมอลำกลอนแทบทุกคนต้องหันเหผันตัวเองให้เข้ากับกระแสเพื่อความอยู่รอด

แล้ว “สาวลำซิ่ง” สาวแดนอีสานก็ยืนแลกหมัดกับ “โคโยตี้” แม่หมาไนผู้เร่าร้อนจากต่างแดน ให้พระหลายวัดต้องร้อนผ้าเหลือง

การหยัดยืนฝ่าคลื่นลมวัฒนธรรมที่นับวันจะโหมแรงขึ้นๆ การยึดถือแบบฉบับของลำเรื่องต่อกลอน คงมนต์เสน่ห์ของแคนและซอ ท่ามกลางเสียงแผดของเบส กีตาร์จากลำซิ่ง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ “หงษ์ฟ้ามหาราช” หมอลำสังวาสอุบล ได้ทำแล้ว ภายใต้การนำของ “ทวี ศรีโค” ที่นำพาพลพรรคลุกขึ้นสู้อย่างโดดเดี่ยว เพื่อธำรงศิลปะการแสดงของหมอลำไว้ตามแบบฉบับของเดิม ปัจจุบันมีค่ายเพลงใหญ่ๆดังๆ เช่น บริษัทอาร์สยาม , ท็อปไลน์-ไดมอนค์ มาติดต่อเพื่อนำวงเข้าสังกัดค่ายเพลง ผู้จัดการวงยังปฎิเสธ..
การยืนระยะมากว่า ๓๐ ปี และวันนี้ “หงส์ฟ้ามหาราช” .... เหนื่อยล้าเต็มกำลัง
จะทนฝืนกระแสต่อไปอีกได้ล่ะหรือ!?


กว่าจะเป็น “หงส์”


บ้านยางโยภาพ ตำบลยางโยภาพ อำเภอม่วงสามสิบ อุบลราชธานี เมื่อ ๕๐ กว่าปี ยังเป็นบ้านอีสานที่เป็นอีสานแบบอุดมคติ คือ เป็นบ้านดีเมืองดี ช่วงหน้าฝน ผู้คนตื่นเช้าออกทำไร่ไถนา ตกหน้าเกี่ยวก็ออกเก็บเกี่ยวข้าว เอาผลผลิตขึ้นยุ้งฉาง เสร็จหน้านาก็ซ่อมแซมบ้านเรือน ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงานให้ลูกสาว จัดงานบุญประเพณี และกิจกรรมของชุมชนมากมีให้ผู้คนได้เข้าร่วมอย่างเหลือเฟือ ทั้งงานเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเครื่องร้อยรัดผูกไมตรีและเจือจานกัน อันเป็นวิถีที่สุขสงบ ด้วยว่า ในยุคนั้นยังปลอดสื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกจากภายนอก ยังไม่มีเสาไฟฟ้า ที่นำพาหนี้สินและการครอบงำทางวัฒนธรรมเข้าบุกรุกชุมชน

และครั้งหนึ่ง... ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อมีทหารกองประจำการณ์ หรือทหารเกณฑ์ในหมู่บ้านเสียชีวิตลง บรรดาญาติมิตรได้จัดงานอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชมน์ หรือ “บุญแจกข้าว” หาคนตาย ในงานมีการจ้าง “ลำพื้น” เป็นมหรสพ

หมอลำพื้น คือ พื้นฐานและต้นแบบของหมอลำ ก่อนที่จะแตกแขนงออกเป็นลำประเภทต่างๆ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีต้นกำเนิดมาจากการเล่าเรื่องสู่กันฟัง เรียกว่า “เว้าพื้น” ก่อน ซึ่งคำว่า “พื้น” ในสารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดยปรีชา พิณทอง หมายถึง ประวัติ ตำนาน นิทาน (background, history, legend) นอกจากนี้ “พื้น” ยังหมายถึงเรื่องราวหรืออาจรวมถึงข่าวสาร ได้อีกด้วย เช่น การเล่าเรื่องของบุคคลที่ ๓ เรียกว่า “เว้าพื้น” หรือนินทา เป็นต้น

การเว้าพื้น คือบรรยากาศอันอบอุ่นของครอบครัวอีสานในอดีต ที่เมื่อตกเย็น กินข้าวแลงแล้ว กินข้าวกินปลาเสร็จสรรพ ผู้อาวุโสจะเรียกลูกหลานมาฟังนิทาน หรือมาฟังการ “เว้าพื้น” ซึ่งคำว่า “เว้าพื้น” เกิดก่อนที่จะมีคำว่า “เล่านิทาน”

ลูกหลานก็จะบอกว่า พ่อใหญ่เว้าพื้น นางผมหอม ท้าวสุริวงศ์ นางแตงอ่อน ... เท้าหัวข่อหล่อ ให้ฟังแหน่ อย่างนี้เป็นต้น

เมื่อเว้าพื้นบ่อยเข้า ผู้เล่าก็เกิดทักษะ อีกโวหารก็รื่นไหล ภาษาลาวเรียกว่า “มันเลียน” ถ้อยคำเริ่มคล้องจ้อง มีเกาะก่าย มีสัมผัส ต่อมา เมื่อลูกหลานขอให้เว้าพื้น พ่อใหญ่ก็จะบอกว่า “บ่เว้าดอกแต่สิลำให้ฟัง” จึงเล่านิทานได้ด้วยการลำแต่บัดนั้น และกลายมาเป็น “ลำพื้น” ในที่สุด

ลำพื้น ที่ถือว่าสมบูรณ์ เป็นรูปแบบของลำพื้นเต็มตัว และเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง ได้แก่ ลำประวัติเวียงจันทน์ หรือ “ลำพื้นเวียง” นอกจากนั้นก็มีลำพื้นตำนานต่างๆ เช่น ผาแดง-นางไอ่ นางแตงอ่อน เป็นต้น

หมอลำพื้นที่เจ้าภาพจ้างมาลำในคืนนั้น คือ หมอลำจารึก บุญมาตย์ หมอลำพื้นจากอำเภอเลิงนกทา ยโสธร ด้วยวาทศิลป์ ลีลาและบทกลอนชั้นครู ทำให้คนๆ เดียวสามารถตรึงผู้ชมผู้ฟังได้ทั้งคืน และเพราะลำพื้นในคืนนั้นคืนเดียว ความม่วนซื่น อิ่มเอมหรรษายังติดตรึงใจให้ผู้คนได้เล่าขานอยู่นานปี

สำหรับเด็กน้อยอายุ ๑๒ ขวบคนหนึ่งแห่งยางโยภาพ ที่มีโอกาสได้ชม “ลำพื้น” ในคืนนั้น ความซาบซึ้งได้ฝังลึกในใจแน่นและนานกว่าคนในหมู่บ้านเดียวกัน เขาสู้เก็บงำความประทับใจไว้กว่า ๘ ปี คือ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เขารอจนเป็นหนุ่มฉกรรจ์ อายุ ๒๑ จึงดั้นด้นด้วยระยะทางกว่า ๗๐ กิโลเมตรจากบ้านเกิดไปยังอำเภอเลิงนกทา บ้านของ “อาจารย์จารึก บุญมาตย์” แล้วออกปากเรียนเชิญอาจารย์ให้ไป “สอนศิลป์” สอนการแสดงหมอลำให้แก่คนที่มีใจรักอยากเป็นหมอลำเช่นเดียวกับเขา ซึ่งรออยู่ที่หมู่บ้านถึง ๑๒ คน

อาจารย์จารึกได้เดินทางไปประสิทธิ์ประสาทวิชาการลำแก่ลูกศิษย์บ้านยังโยภาพ ตั้งแต่ต้นพรรษา เมื่อพระออกพรรษาก็พอดีกับคณะพร้อมสำหรับการแสดง รูปแบบการลำที่ฝึกกันตลอด ๓ เดือน เป็นลำเรื่องต่อกลอน “สังวาสอุบล ” และมอบบทหมอลำเรื่อง “นางเต่าคำ” ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจารย์ประพันธ์เรื่องขึ้นเองให้ชาวคณะได้ฝึกฝน โดยมีเขารับบทเป็นพระเอกของคณะ

เด็กชายคนนั้นเวลานั้นและพระเอก “นางเต่าคำ” เวลานั้นก็คือ ทวี ศรีโคว์ (ต่อมาด้วยความผิดพลาดทางทะเบียนราษฎร์ “ว์” ได้หล่นหายระหว่างทาง จึงเหลือ “ศรีโค” จนปัจจุบัน)

ทวี ศรีโค เป็นบุตรของนายสีดา และนางอุ้น ศรีโค เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นลูกคนหัวปีในจำนวนพี่น้อง ๑๑ คน จบการศึกษาภาคบังคับ (ป.๔) ออกมาช่วยพ่อ-แม่ทำนา พ่อ-แม่และวงศ์วานว่านเครือไม่มีใครมีอาชีพทางเต้นกินรำกิน แต่เขากลับรักศิลปะหมอลำอย่างสุดใจ จิตใจฝักใฝ่มาแต่เล็กแต่น้อย จนที่สุด เขาก็ทำความฝันจนเป็นจริง และได้เป็นพระเอกหมอลำสมใจ

เพื่อเป็นเกียรติและแสดงถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ กลุ่มหมอลำน้อย ใหม่ๆ หมาดๆ แห่งยางโยภาพจึงได้ตั้งชื่อคณะหมอลำของพวกตนว่า “คณะ จ. เจริญศิลป์” จ. คือ จารึก ประเดิมงานครั้งแรกเป็นงานบุญออกพรรษาที่อำเภอเลิงนกทา ซึ่งก็เป็นความกรุณาของอาจารย์จารึกอีกเช่นกัน ที่จัดเตรียมหางานให้แก่ลูกศิษย์ได้แสดงฝีมือ โดยถือเอาบ้านเกิดของตนเป็นแห่งแรก และงานในคืนแรกสำเร็จลงด้วยดี ทั้งคณะได้ค่าจ้าง ๕๐๐ บาท แบ่งกันแล้วได้คนละ ๕-๑๐ บาท

หลังจากคืนแรกลุล่วง “จ. เจริญศิลป์” ก็มีเจ้าภาพมาจ้างให้ไปลำอยู่เป็นระยะ การเดินทางไปลำยังที่ต่างๆ ในเวลานั้น “จ.เจริญศิลป์” ก็เหมือนคณะหมอลำทั่วไปในยุคนั้น คือ โดยสารรถประจำทาง แล้วลง ณ ตำแหน่งที่ใกล้บ้านเจ้าภาพที่สุด จากนั้นก็หอบเครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องการแสดง เครื่องดนตรี และที่ขาดไม่ได้ คือ อุปกรณ์ประกอบการแสดง ที่สำคัญและมีน้ำหนักมากที่สุด คือ ผ้าฉากหมอลำ หากได้เจ้าภาพที่มีใจเมตตาหน่อยก็จะส่งเกวียนมาช่วยขนสัมภาระ โดยให้ชาวคณะเดินตัวเปล่า สบายขึ้นหน่อย แต่หากได้เจ้าภาพที่ขี้ตืดหรือไม่ใส่ใจในภาระของหมอลำ ก็ต้องเดินเท้าพร้อมแบกขนข้าวของกันหลังแอ่นทีเดียว ด้วยว่าทุกคนยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ และไฟฝันยังคุกรุ่นในจิตใจ จึงทำให้ผ่านความลำบากนี้ไปได้ แต่ก็มีหลายคณะอยู่เหมือนกันที่วงแตก และแยกวงระหว่างทาง

ในสมัยนั้น เวทีหมอลำยังไม่มี หรือมีก็เล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน เพราะบรรจุคนได้เพียง ๕-๖ คนเท่านั้น แสง-สีบนเวทีได้อาศัยแสงตะเกียงเจ้าพายุ มีแคร่ไม้ไผ่ สมมติว่าเป็นบัลลังก์ให้พระราชากำมะลอได้ “ออกว่าราชการ”

พอเริ่มมีชื่อเสียง “จ. เจริญศิลป์” ก็เข้าสังกัดสำนักงานหมอลำในตัวเมืองอุบลฯ และเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจอันเป็นแบบฉบับเฉพาะของวงการบันเทิง สำนักงานหมอลำได้นำเอาชื่อคณะหมอลำจากหลายๆ จังหวัด หลายๆ คณะมารวมกันไว้เพื่อเสนอตัวต่อเจ้าภาพ ด้วยวิธีการเช่นนี้ ลงว่าได้พลัดหลงเข้าสำนักงานแล้ว ไม่มีเจ้าภาพคนใดจะเดินกลับแบบมือเปล่า เพราะไม่ว่าต้องการลำแบบไหน สังวาสใด ทางสำนักงานเป็นจัดหาให้ได้เสมอ และเมื่อตกลงทำสัญญาจ้างกันแล้ว ยังมีเวลาถมเถไปสำหรับหาคณะหมอลำและเขียนป้ายคณะให้ตรงตามสัญญา

และในจำนวนรายชื่อคณะหมอลำในบัญชีสำนักงานก็มีชื่อของ “หงษ์ฟ้าวัฒนา” รวมอยู่ด้วยคณะหนึ่ง ซึ่งตัวคณะจริงๆ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น และเจ้าภาพได้เจาะจงตกลงจ้างให้ไปทำการแสดง แต่แท้จริงแล้ว “หงส์ฟ้าวัฒนา” อาจไม่มีตัวตนจริงๆ หรือหากมีจริง ก็อาจมีเพียงชื่อคณะประดับไว้ในบัญชีของสำนักงานเท่านั้น

เมื่อถึงวันงาน “จ. เจริญศิลป์” จึงถูกอุปโลกน์ให้เป็น “หงษ์ฟ้าวัฒนา” ทำการแสดงจนงานลุล่างผ่านพ้นไปด้วยดี ปรากฏว่า นับแต่นั้นได้มีเจ้าภาพติดอกติดใจ เรียกหาแต่ “หงษ์ฟ้าวัฒนา” และนับแต่นั้น จ. เจริญศิลป์ จึงกลายร่างเป็น “หงษ์ฟ้าวัฒนา” ไปโดยปริยาย และใช้ชื่อนี้เรื่อยมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เมื่อทางคณะได้รับพระเอกคนใหม่เข้าสังกัด

พระเอกคนนี้รอนแรมมาจากอุดรธานี เป็นหมอลำที่เรียกกันว่า “หมอลำพายกระเป๋า” เป็นศิลปินอิสระ ไม่สังกัดคณะหรือไม่มีคณะจะสังกัด มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อหมอลำคณะใดขาดและเรียกตัว ก็สามารถจะสะพายกระเป๋าเดินทางไปกับชาวคณะ ผันและแปรสภาพตัวเองให้เข้ากับหมอลำคณะนั้นๆ โดยสามารถรับบทใดก็ได้ ไม่เกี่ยงงอน และด้วยการได้ร่วมกับหลายคณะ จึงทำให้ “หมอลำพายกระเป๋า” เพิ่มพูนเทคนิค วิธีการลำได้พลิ้วและหลากหลาย

ดังนั้น “หมอลำพายกระเป๋า” จึงไม่ใช่หมอลำซำเหมาพเนจร แต่เป็นหมอลำที่มีประสบการณ์และมีความสามารถพอตัวทีเดียว ไม่เช่นนั้น ไหนเลยจะดำรงตนเป็น “หมอลำพายกระเป๋า” อยู่ได้

แท้จริงแล้ว เขาเป็นคนบ้านโนนแฮด ตำบลดอนกลอย อำเภออาจสามารถ ร้อยเอ็ด เคยบวชเรียน จนได้เป็น “เณรนักเทศน์” มีชื่อเสียง เดินสายประชันฝีปากมาแล้วทั่วย่าน ท้ายสุด ได้ขึ้นธรรมาสน์ประชันฝีปากกับพระนักเทศน์ที่จังหวัดสระบุรี แล้วเกิดแพ้ เณรจึงหอบความช้ำซมซานกลับบ้านเกิด แล้วขออนุญาตพ่อ-แม่ลาสิกขาบท ไปเป็นหมอลำ

การเริ่มต้นชีวิตหมอลำของเด็กใหม่ ได้ถูกทดสอบด้วยการให้ทำงานสารพัด ซึ่งงานหนักสุด คือ แบกผ้าฉาก หากจะได้รับเกียรติให้ขึ้นเวทีบ้าง ก็ได้แต่บทที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย เช่น เป็นผี ซึ่งต้องคลุมหน้าคลุมตา ทำไม้ทำมือ แหกอกแลบลิ้นไปตามเรื่อง ไม่ได้ร้องกลอนสักแอะ แต่ด้วยพื้นฐานล้นเหลือจากธรรมาสน์ ในที่สุดก็ได้เป็นหมอลำตัวจริงของคณะ ก่อนจะออกไปเป็น “หมอลำพายกระเป๋า” วาดลวดลายอยู่แถบเมืองอุดรฯ

เขารับงานและร่วมเดินทางไปกับคณะหมอลำที่ไปแสดงที่ปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ซึ่งเพิ่งพ้นผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประเทศสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้เพียง ๒ ปี หลังจากที่ชาวคณะได้ทำการแสดงอยู่ที่ปากเซหลายวัน เมื่อกลับสู่ฝั่งไทย เขาก็ “พายกระเป๋า” ตรงไปที่บ้านยางโยภาพ เพื่อรับบทพระเอกตอนเป็น “กุมาร” ให้แก่หงษ์ฟ้าวัฒนา

จักรี ศิริธารา คือชื่อของเขา แต่มิตรหมอแคนแฟนหมอลำรู้จักกันในนาม “จักรี มหาราช” และนอกจากตำแหน่งพระเอกในคณะแล้ว เขายังมีตำแหน่งอีกตำแหน่งในครอบครัวของหัวหน้าคณะด้วย คือ เป็นน้องเขยในเวลาต่อมา และยังครองรักกับศรีภรรยา “จำปี” จวบจนทุกวันนี้

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ อันเป็นปีที่รับเอา “จักรี มหาราช” เข้าร่วมคณะ หงษ์ฟ้าวัฒนาได้เข้าประกวดการแข่งขันหมอลำที่อุบลฯ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มั่นใจสำหรับการแข่งขัน และด้วยบทบาทของพระเอกจักรีที่สดใหม่ ซึ่งเขาเกิดมาเพื่อพร้อมที่จะเป็นพระเอก ด้วยหุ่นสะโอดสะอง แม้ในปัจจุบัน อายุจะล่วงเลยเข้า ๕๐ แล้ว ก็ยังคงรักษาทรวดทรง จนรั้งตำแหน่งเป็นพระเอกตลอดกาล โดยไร้ดาวดวงใหม่โคจรมาบดบังรัศมี

ด้วยการทุ่มทุนเรื่องอุปกรณ์เครื่องเสียง ชุดหางเครื่องและเวทีของ “พ่อสีดา” พ่อของทวี หัวหน้าคณะ ใส่ใจและให้ความสำคัญของผ้าฉาก ที่ทำเป็นหลายหลืบหลายชั้นดูมิติ รวมทั้งได้นำเอาเทคนิคการแสดงแบบหมอลำอุดรฯ เข้าประกอบการแสดง เพื่อความสมจริง ให้เหมือนกับการชมภาพยนตร์เมื่อถึงฉากการต่อสู้ ตัวแสดงจะถูกแทงด้วยดาบทะลุลำตัว ทำได้โดยให้ช่างดัดเหล็กให้โค้งรับกับลำตัว แล้วเชื่อมด้ามดาบกับปลายดาบเข้ากับปลายเหล็กทั้งสองข้าง เมื่อรบประชิดตัว คนแทงจะใช้ตัวบัง แล้วจ้างแทง บนเวทีก็ตบแสงสีทึบทึม ดนตรีกระหน่ำรัว พอเปิดไฟสว่าง คนถูกแทงก็ดิ้นกระแด่วๆ โดยมีอีดาบปักคาอก และเลือดสีแดงฉานทะลักออกปาก-จมูก และโชกชุ่มทั่วร่าง

และฉากเด็ดอีกฉาก คือ ฉากแทงที่คอ โดยใช้มีดหดตัวเป็นอุปกรณ์สำคัญ เมื่อจ้างแทงปุ๊บ เลือดจะพุ่งปี๊ด ดูสมจริง สาวแก่แม่หม้ายร้องวี้ดว้ายสยดสยอง แต่นักแสดงยิ้มระรื่น พลางแลบลิ้นเลียน้ำสละอย่างเอร็ดอร่อยอยู่หลังฉาก

ในปีนั้น หงษ์ฟ้าวัฒนา โค้งรับถ้วยเกียรติยศจากมือผู้ว่าฯ เมืองอุบลฯ ในฐานะเป็นผู้ชนะเลิศในการชิงชัย และด้วยความชื่นชมกับรางวัลชิ้นแรก กอปรการที่ได้แสดงมาอย่างยาวนาน เป็นเหมือนพระแก่พรรษาที่บวชอยู่นาน จนได้เป็น “มหา” และคณะหมอลำก็น่าจะได้ชั้น “มหา” ด้วยเช่นกัน จึงได้เปลี่ยนชื่อคณะเสียใหม่ จาก “หงษ์ฟ้าวัฒนา” เป็น “หงษ์ฟ้ามหาราช”

และพระเอกคู่บุญ “จักรี ศิริธารา” ก็ได้ชื่อใหม่เป็น “จักรี มหาราช” ในเวลาเดียวกัน

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
**ขอบคุณพิเศษ อ.สวัสดิ์ สารคาม และ อ.เทพพร เพชรอุบล(ปัจจุบันอยู่จ.ขอนแก่น) และทีมงานชัวร์ออดิโอจำกัดที่ผมได้ไปฝึกงานฝ่ายเรียบเรียงดนตรีที่มอบหนังสือ"หอมดินอีสาน" ในการเผยแพร่ข้อมูล และขอบคุณพี่ศักดา คำพิมูล ที่ช่วยเรียบเรียงเนื้อหาให้ได้ใจบทความมากขึ้น

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 02:04:17 PM »
จนถึงระยะล่าสุด “ลำซิ่ง” อันเป็นรูปแบบการลำไร้ศิลป์สุดๆ      นอกจากเสียงพิรเสียงแคนแล้ว ช่างเป็นเหมือนที่ว่าจริงๆคะ  ดูวีซีดีน้องซื้อมาดูที่บ้านแล้วอนาถ แม้แต่  นางบัวผัน  ยังไป โต้ตอบกับขี้เมาเลยว่าเอาตูดดีกว่าเอา......  นุชละไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ถึงขนาดนี้

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 07:56:17 PM »
บอกได้คำเดียวว่า  ขอบคุณหลายๆๆ กระทู้นี้ให้คะแนนเต็มร้อย
มีวีซีดีหมอลำคณะนี้อยู่  เรื่องสะใภ้กับย่า หมากับแมว  แต่ว่าเอาลงบ่เป็น 
เป็นแสดงสดหน้าเวที สมัยที่ยังใช้ผ้าฉากอยู่ หมอลำคณะนี้สมัยก่อนดังแฮง
......
เรื่องย่อ  พระเอกเล่นเป็นครูสมาน 
ไปมักสาวทางอ.เซกา(นางเอก) ซึ่งเป็นลูกคนทุกข์คนจน
แม่ไปขี้ตั๋วให้กลับมาบ้านแต่งงานกับนางร้าย ที่พ่อหาไว้ให้
จนที่สุดกลับมาแต่งงานตามที่พ่อแม่วางแผน แต่ว่าต่อมานางร้ายก็เฮ้ดบ่ดีกับแม่ย่า
ทางแม่ย่าก็เห็นใจลูกใภ้เก่า ตั้งแต่นำมาหาผัว
....ย่อซ่ำนีก่อนเนาะ  เว้าไว้พอให้ติดตาม
....เรื่องนี้ต้องไปหาซื้ออยู่ร้าน ราชบุตรสเตอริโอ จ.อุบล

2 ชื่อของอาจารย์ในกลอนลำ......
บุญสืบ กวีพจน์
ชัยสงวน กวีพันธ์ 
ตัวตลกที่จำติดตาคนสมัยนั้น 
สาวปื๋อ  (อีปื๋อ)
บักเซียงบัว
หมอจ่อย

ตัวอย่างกลอนลำของเรือ่งนี้ กลอนแรก  น้องพระเอกออกมารับบท  ในเรื่องชื่อ สมภาร
เอามาลงให้สังเกต กลอนลำอุบลของคณะหงส์ฟ้ามหาราช

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 07:58:13 PM »
(สมภาร น้องพระเอกลำ)  โอย… ดินเอ้ยดินหัวหญ้าฝนตกมาปานคันลี่ 
สาวผู้มาฟังลำคันนางสนใจพี่ มีจดหมายน้อย ๆ  โอ้ย…ให้เขียนต้อย…ส่งพี่ชาย เด้อนาง…เอย..โอย..ละนา…
    มาบัดนี้ก่อนสิเปิดม่านกั้ง  ออกมากล่าวนามสมมุติ 
สวัสดีชาวพุทธผู้ที่มีใจกว้าง มาฟังหมอลำเรื่องอย่าพากันป้อยด่า 
ลางห่าเขินขาดข้อนบ่ทันกล้าแก่สนาม  ยามผมออกท่าฟ้อนบ่ทันอ่อนคือเขา 
อย่าได้พากันแซว โห่กระผมเด้อกลางฮ้าน 
การเป็นหมอลำนี้อาศัยแฟนให้เชียร์ส่ง ก่อนสิดังป่าวโป้ง อาศัยท่านตื่มคะแนน 
ถึงแม่นว่าน้อขี้ล้ายก็ให้ว่าน้อลำดี  มีบ่อนได๋บ่ทันงามให้ท่านเป็นคนแก้ 
ขาดแรงเชียร์กะคงแย่  บ่มีทางสิดีเด่น 
คันบ่แช่บ่ย้อมกะคงเก๊คู่สุแนว  สิเป็นเพชรหรือว่าแก้วกะต้องแต่งให้มันสวย
สุภาษิตโบราณเพิ่นกล่าวคำน้อไขอ้าง  คนสิสวยงามได้อาศัยเฮาตกแต่ง
หมอลำอาศัยแสงสีสลับยับเยื้อง  แฝงไว้ให้ค่องงาม  สิบนิ้วขอกราบก้มทุกท่านศรัทธาไทย 
ขอแรงใจนำเด้อ ชื่อเสียงบ่ทันรุ่ง บ่ทันดังบ่ทันฟุ้ง  คือเขาพวกรุ่นพี่ หากยังบ่ทันดี ขอแรงเชียร์ถ้วนหน้า เด้อลุงป้า  ผู้สุคน..คุณยาย… ฯ

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 08:42:15 PM »
 นุชก็หญิงไทยยีสิบกวานีละจ้า แตวาหมอลำซิงทุกมื้อนี้ ลามกเกินไป ตลกกะเกินงาม บออายพออายแม  ตามใจขี้เมา  วัฒนธรรมด้านนี้ นับมื้อหนักหน้า หลอยเมียเขา มักผัวเขา เห็นกะทู้อ้ายห้าเค  จักไผเว้า ขนลุกเลยจ้า  นายแมนถูกใจหลาย  สมาคมตออต้านด้านลามกที่สอดแทรกมาในวงการวัฒนธรรมท้องถิ่น  จักไปตายอยู่ไส  พ่อทองซอยร้องเรียนแนเด้อจ้า  น้องหนูเบิ่งวีซีดีหมอลำซิ่งซุมนี้ทุกมื้อเลย  เด็กๆแถวบ้านกะมานั่งเบิ่งนางเอกวีซีดี นางบัวผัน    นางกุ้ง   ทั้งเต้น ทั้งเว้าลามก ตาเหลียมซึบลึบ

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2009, 10:10:28 PM »
ข่อย เลิกเบิง นาน แล้วตั้ว อันหมอลำซิ่ง ซุมื้อนี้...

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2009, 03:51:53 AM »
ขอสนับสนุนกะทู้สร้างสรรค์ คะแนนเกินร้อยคือพี่ทองว่า     พวกหมอลำซิ่งมาอ่านแนเดอ

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2009, 05:08:54 AM »
บอกได้คำเดียวว่า  ขอบคุณหลายๆๆ กระทู้นี้ให้คะแนนเต็มร้อย
มีวีซีดีหมอลำคณะนี้อยู่  เรื่องสะใภ้กับย่า หมากับแมว  แต่ว่าเอาลงบ่เป็น 
เป็นแสดงสดหน้าเวที สมัยที่ยังใช้ผ้าฉากอยู่ หมอลำคณะนี้สมัยก่อนดังแฮง
......
เรื่องย่อ  พระเอกเล่นเป็นครูสมาน 
ไปมักสาวทางอ.เซกา(นางเอก) ซึ่งเป็นลูกคนทุกข์คนจน
แม่ไปขี้ตั๋วให้กลับมาบ้านแต่งงานกับนางร้าย ที่พ่อหาไว้ให้
จนที่สุดกลับมาแต่งงานตามที่พ่อแม่วางแผน แต่ว่าต่อมานางร้ายก็เฮ้ดบ่ดีกับแม่ย่า
ทางแม่ย่าก็เห็นใจลูกใภ้เก่า ตั้งแต่นำมาหาผัว
....ย่อซ่ำนีก่อนเนาะ  เว้าไว้พอให้ติดตาม
....เรื่องนี้ต้องไปหาซื้ออยู่ร้าน ราชบุตรสเตอริโอ จ.อุบล

2 ชื่อของอาจารย์ในกลอนลำ......
บุญสืบ กวีพจน์
ชัยสงวน กวีพันธ์ 
ตัวตลกที่จำติดตาคนสมัยนั้น 
สาวปื๋อ  (อีปื๋อ)
บักเซียงบัว
หมอจ่อย

ตัวอย่างกลอนลำของเรือ่งนี้ กลอนแรก  น้องพระเอกออกมารับบท  ในเรื่องชื่อ สมภาร
เอามาลงให้สังเกต กลอนลำอุบลของคณะหงส์ฟ้ามหาราช

จั่งได๋นอ  จั่งสิได้ฟัง พ่อเพินว่า พระเอกคณะหงษ์ฟ้ามหาราชนี้เสียงดี ลำขึ้นกลอนในสมัยนั้น คนฟังตั้งใจฟัง เสียงสกดคนดูนั่งฟังนิ่งปานพระปั้นพะนะ  โอ่ยโอ้ย อยากฟังพอใหญ่จักกรีลำ

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2009, 08:17:08 AM »
ครูบาฝากบอก
ขอให้พากันเป็นแฮงน้อย  ๆ ตื่มกัน  สำหรับเรื่องการใช้ชีวิตแบบวิถีอีสาน  หรือสิเอิ้นว่า วิถีบ้านนอก  วิถีชนบทกะได้
วิถีที่มีเอกลักษณ์เป็นของเจ้าของ  ลักษณะรักนวลสงวนตัว ลูกเชื่อฟังพ่อแม่ เฮ็ดงานบ่ย้านทุกข์ยาก
ซื่อสัตย์  และบ่เห็นแก่เงิน   
.....สมัยวัฒนธรรมถืกกลืนกิน  เป็นสมัยเห็นแก่เงินหลายโพด  จนการแสดง  ที่สมัยเก่าเพิ่นเฮ็ดขึ้นเพื่อสอนคน สอนลูกสอนหลาน
สอนคนยุคหลัง  เช่นหมอลำ  ที่แทรกเรื่อง บาปบุญคุณโทษ  เช่น เฮ็ดบาปทำร้ายพ่อแม่สิเป็นจั่งได๋ กินเหล้าเมายา สิมีโทษจั่งได๋
เอามาแทรกไว้ในกลอนลำ  แล้วกะแสดงให้คนเบิ่ง เพื่อให้สำนึก  โดยเฉพาะการผิดศีลข้อสาม ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น  การบ่ยินยอมเสียตัวง่ายๆ
การที่ผู้ชายให้เกี่ยรติผู้หยิง 
.......สุมื้อนี้สิ่งเหล่านี้ ได้สูญหายไปพร้อมกับการเข้ามาของวัฒนธรรมเสียตัวง่าย เปิดเนื้อเปิดตัวทางฝั่งตะวันตก 
ความจริง  หมอลำแท้ ๆ  เพิ่นบ่มีเต้นดอก  เพิ่นมีแต่ฟ้อน.....
หมอลำผู้ชายกะฟ้อนงามแบบผู้ชาย
ผู้หยิงกะฟ้อนงามแบบผู้หญิง
แต่เน้นว่าถ่ายทอดลักษณะวิถีชีวิต หรือสภาพธรรมชาติที่ตนอาศัย ผ่านออกมาเป็นลายพิณ ลายแคน  ลายฟ้อน วาทลำ
เล่น  ลายแคน  มีลาย งัวขึ้นภู  ลายลมพัดพร้าว ลมพัดไผ่  เป็นต้น
..............................
หมอลำบ่ว่าสิเป็นแบบได๋กะซ่าง  ต้องยอมรับว่า  สุมื้อนี้เฮ็ดเพื่อ.....มีเงินเป็นหลัก
อันที่จริง หมอลำที่เพิ่นยึดเป็นอาชีพอันนี้บ่ได้ว่าเพิ่นเด้อ
เพียงแต่เบิ่งในมุมของผุ้เสพวัฒนธรรมที่ หมอลำ กำลังพากันสร้างขึ้น  สังเกตบ่ละคัรบว่า  บอร์ดหมอลำของเฮา
กำลังตื่นเต้น  กับรูปแบบการแสดงที่คล้าย ๆ กับการแข่งขันทางธุรกิจหมอลำ
(ต้องย้ำก่อนเด้อครับ บ่ได้ว่าผุ้ได๋เด้อ  วิเคราะห์สุ่กันฟัง ให้ได้แนวคิดแบบสมัยเก่าเนาะครับเนาะ)
การแข่งขัน  จำเป็นต้องสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด  เดี๋ยวนี้เฮาจั่งตื่นเต้นกับ เวทีใหญ่ แปลกตา อลังการ แสง สี เสียง ทันสมัย
ชุดเต้น ต้องมีขนนกหลาย  ๆๆ ต้องลงทุน  ขั่นบ่ลงทุนกะถืกตำหนิ  ถืกว่า  ถืกจ่มให้  (จักสิจ่มเฮ้ดหยังเนาะคัรบ)
การจ่ม การตำหนิ  ของผุ้เบิ่งส่วนหนึ่ง ก็กลายเป็นเหตุให้หมอลำต้องแข่งกัน  ถ้าบ่ฉะนั้นสิถืกจ่ม (แม่นบ่คัรบ55)
เดี๋ยวนี้หมอลำกะเลยสิกลายเป็นหนังจึน  เป็นหนังกลางแปลง  เป็นโชว์คาบาเร่ห์ 
ต้องสุดยอดอลังการ ข่มขวัญกันด้วยชุดแสดง  หางเครือ่ง เวที เครือ่งเสียง และจำนวนคน  จำนวนรถ  จำนวนอุปกรณ์
แต่ว่าที่แท้แลว้...............
โตหมอลำแต่ละคณะ  บางคณะใหญ่กะจริง  แต่หมอลำแท้ ๆ มีบ่จักคน ที่ลำเป็น  ฮู้จักกลอนลำ  หรือ "ลำม่วน"
ที่ใหญ๋   ใหญ่ย้อน จำนวนคนที่มาเล่นลูกทุ่ง  สตริง  และมาเต้น มาร้อง
จำนวนคนที่มา "ลำ" มีหน่อยคัรบ 
.........
คงสิเป็นวิมานในอากาศ  ที่หมอลำสิถอยกลับไปเล่นในวัด บ้านนอก  บ้านได๋กะได้ งานได๋กะได้ บุญได๋กะได้
ในวัดกะมี "ฮ้านหมอลำ" น้อยๆ   เอาไว้เวลามีงานบุญ  กะเหมิดยุคนั้นแล้ว
.......
เดี๋ยวนี้ ถ้าจะจัดงานใหญ่ บอกได้อย่างเดียวว่า  "ต้องรวย" หรือหาเงินจากชาวบ้านให้ได้ ตามจำนวนราคาที่หมอลำตั้งไว้
เช่น  แสนห้า ถึง สองแสน เป็นต้น....
.....
หนุ่มโจคัรบ  สาว ply  และ คุณ 5 K 
ถ้าจั่งซั้นเป็นไปได้บ่  เฮาสิซ่อยกันเฮ็ดหมอลำ  โดยบ่หวังค่าจ้างรางวัล  โดยเฉพาะคนที่มีงานแล้ว 
หมอลำอาชีพเพิ่นกะให้เพิ่นทำงานเพิ่นตามปกติ เพราะว่าเป็นอาชีพเพิ่น แล้วคนกะมักแบบนั้น
แต่ว่าเฮามาคิดแบบผุ้เฒ่า สร้างหมอลำขึ้นมาซ่อยงานบุญ  เพราะหมอลำแท้ ๆ กะบ่มีหยังดอก เป็นความบันเทิงแบบเบ้านเฮา
ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าหมอลำเอาบุญมีจำนวนหลายขึ้น  ผมว่า  ที่สุดแล้ว หมอลำกะสิกลับมาเป็นวัฒนธรรมบ้านนอกเฮาคือเก่า
เฮ็ดงานซ่อยกันโดยบ่หวังสินจ้างรางวัล หรือเงินเป็นค่าตอบแทน  แต่ว่า หวังบุญ กุศล หวังความสามัคคีเป็นน้ำใจตอบแทน
จั่งได๋ ๆ  กะมากินข้าวเหนียวก่องเดียวกันเด้อครับ 
.....สาธุเด้อ  กระทู้นี้  ขอให้ผู้อ่่านทุกท่าน  อย่าว่าผู้ตั้งเด้อ.....


Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2009, 08:25:36 AM »
เห็นด้วยกับอ้าย.......อยู่บ้างนั่นหล่ะครับ............................

แต่หว่า.............
สาธุเด้อ  กระทู้นี้  ขอให้ผู้อ่่านทุกท่าน  อย่าว่าผู้ตั้งเด้อ.....

มาลงท้าย.......เป็นตาอยากหัว......ปานหมอลำซิ่งแท้............

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2009, 10:00:18 AM »
ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นของพี่ๆทุกคนคับ  และขอบคุณพิเศษพ่อทองคับ เห็นด้วยอย่างยิ่งมากๆกับบทความของพ่อทอง(thongsiangthao )คับ

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2009, 10:06:11 AM »
อ่านพ่อทองเขียนแล้ว น้ำตาไหล

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2009, 07:46:25 PM »
วนเวียนมาอ่านกะทู้นี้  อ่านแล้วอึ้งสะอื้นในอก มันจุกมันเสียด บอกบถูก  kkkkk ตั้งกะทู้ดี้ดี คนมาตอบก็สุดยอด อ้ายทองสุดยอดพรรณา คนใจแข็งๆอย่างผมได้ล้างตาคือน้องเพล์เลย  เป็นปีแล้ว บได้ล้างตา มีจักเทือกะดีคือกันเนาะ ตาสิได้ไส

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2009, 09:05:41 AM »
อ่านบทความและกระทู้แล้ว  ซึ้งใจอีหลีเด๋อ  พวกเฮาต้องช่วยกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรมอิสาน(หมอลำ/พิณ/แคน/ซอ) ให้อยู่ยาวนานดีสุด..

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2009, 02:07:41 PM »
ทดสอบโพสท์กลอนลำของหงส์ฟ้ามหาราช กลอนแรก
ลุ้น ได้บ่น้อ.....
Download Now

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2009, 02:09:29 PM »
ลองเบิ่งอีก ไฟล์เดียวกัน
http://www.upload-thai.com/download.php?id=3376d6df0238c77ba5d4334672d913ed

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2010, 12:30:06 AM »
โหลดมาฟังแล้ว ม่วนอีหลี บ่อมีเต็มเรื่องบ้อน๊อครับ

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2010, 10:00:52 AM »
มีอยู่ครับ 
เอาตัวอย่างภาพการแสดงให้เบิ่งก่อน
ถ้าสนใจ  ติดตามในบอร์ดชมรม เด้อคัรบ เดี๋ยวสิยกไปไว้ในหั้น
และสิแปลงไฟล์ลงให้ฟัง
ถือเป็นการอนุรักษ์โดยแท้......ครับ

Re: ประวัติหมอลำคณะ หงส์ฟ้ามหาราช (ลำทำนองอุบล)
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2010, 08:41:32 PM »
ป้าดๆๆๆๆ.....สุดยอดค่ะ ขอบคุณหลายๆๆ ค่ะ
เมื่อก่อนสาวสารคาม เคยดู ประมาณ 5-6 ครั้งนี้แหละค่ะสนุกมากๆ ค่ะไปกับแม่+ญาติ(บางที่ไปกับเพื่อนๆๆ เองก็มีค่ะ)
ประทับใจค่ะ ขอคารวะ คนที่นำมาเสนอค่ะ
ขอขอบคุณ KKKKK อีกรอบนะค่ะ ชนะเลิศ อีกแล้ว ค่ะ


 




...